Page 21 - การวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา
P. 21
21
ี
่
่
่
เนื่องจากอุณหภูมิของเมฆเหลานั้นคอนข้างอุ่นทำให้ปรากฏเป็นสคอนข้างดำจนถึงเทาปานกลาง (Dark to
Medium Gray)
็
ี่
ั
ี
1. หมอก/ St รวมกัน สวนยอดราบเรียบพื้นทปกคลมเปนไปตามลกษณะภูมิประเทศ ในภาพ VIS สขาว
่
ุ
ถึงเทาปานกลางเมื่อหนา หากบางจะปรากฏเปนรอยกระดำกระดาง สวนภาพ IR มีสีดำจนถึงเทาปานกลาง เป็น
็
่
่
ิ
เนื้อเดยวกัน อาจแปรเปลยนไปตามอุณหภูมิแตละฤดูกาล หากอุณหภูมิระหว่างเมฆกับพื้นผวมีความแตกตางกัน
่
ี่
่
ี
น้อยจะทำให้การแปลความทำได้ยาก บางครั้งอาจมีสีดำกว่าพื้นดินหากอุณหภูมิของพื้นดินนั้นเย็นกว่า
ั้
2. Ac/As สวนยอดราบเรียบปรากฏเป็นชนๆ หรืออาจเป็นริ้วๆ หรือพื้นผวราบเรียบหรืออาจเปนเซลล ์
็
ิ
่
็
่
็
ี
ขนาดเลกๆ มักเกิดร่วมกับเมฆ Ci ในภาพ VIS มีสเทาอ่อนกระดำกระดางหรือเปนริ้วๆ ขึ้นอยู่กับความหนาและ
ลักษณะชั้นของเมฆ ส่วนภาพ IR เทาปานกลางเป็นเนื้อเดียวกันขึ้นอยู่กับระดับความสูงของเมฆ
2. การแปลความหมอกในภาพถ่ายดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา
่
ี
ุ
ในภาพดาวเทยมอุตนิยมวิทยาชวงคลน Visible หมอกปรากฏเป็นแผนราบเรียบเหมือนกับเมฆ St ซึ่ง
ื่
่
ุ
ี่
เปนการยากมากในการทจะแยกหมอกออกจากเมฆ St สำหรับภาพดาวเทยมอุตนิยมวิทยาชวงคลน Infrared
ี
ื่
่
็
ี
ิ
ี่
ี
หมอกปรากฏเป็นสเทาหม่น (Dull Shade of Gray) (ในกรณทมองเห็น) หากอุณหภูมิของผวพื้นและหมอก
้
ใกลเคียงกันจะไม่ปรากฏหมอกในภาพดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาในช่วงคลื่น Infrared นอกจากนั้นหากหมอกเกิดขึ้น
็
ุ
ในเวลากลางคน ซึ่งไม่มีภาพดาวเทยมอุตนิยมวิทยาในชวงคลน Visible เปนเครื่องมือชวยประกอบในการแปล
่
ี
ื่
่
ื
ความด้วยจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะตรวจพบบริเวณที่มีหมอกปกคลุม
ื่
้
่
โดยทวไปภาพดาวเทยมอุตนิยมวิทยาชวงคลน Visible/Infrared สามารถใชร่วมกันในการแปลความ
ุ
ี
ั่
ี่
้
่
หมอกซึ่งตองพิจารณาหลายชวงเวลาประกอบกัน โดยพิจารณาบริเวณทปรากฏเป็นเมฆสขาวราบเรียบ หากกลม
ุ่
ี
่
เมฆสีขาวเหลานั้นไม่มีการเคลื่อนทเมื่อเวลาผ่านไป แสดงว่าบริเวณนั้นเป็นพื้นที่หมอกปกคลุม สำหรับการสลายตว
ั
ี่
ี่
ของหมอกจะเริ่มสลายตวจากบริเวณขอบนอกเข้าสู่พื้นทด้านในทงนี้เนื่องจากบริเวณขอบนอกนั้นบางกว่าหมอกท ี่
ั้
ั
เกิดบริเวณภูเขา แม่น้ำ หรือหุบเขาจะมีขอบที่คมชัด เพราะเป็นที่หมอกเกิดขึ้นในพื้นที่ค่อนข้างจำกัด
3. การแปลความเมฆก้อน (Cumuliform Clouds)
ั
ั
เมฆก้อนเกิดขนในสภาวะที่อากาศไม่ทรงตว (Unstable Air) ซึ่งอากาศมีการยกตัวและจมตว รูปทรงของ
ึ้
เมฆจะเป็นก้อนๆ, แถบ, เซลล หรือมีลักษณะคลายคลื่น (Wave) ในภาพ VIS มักปรากฏให้เห็นลักษณะพื้นผิวของ
้
์
เมฆเป็นตะปุ่มตะป่ำ ส่วนในภาพ IR ขึ้นอยู่กับความสูงของเมฆเหล่านั้น
ิ
1. CU ก้อนเลกๆ รูปทรงแตกต่างกันไปอาจเกิดเป็นเงาขึ้นหากมุมของดวงอาทตย์อยู่ตำ พื้นผิวเป็นลกษณะ
็
ั
่
ตะปุ่มตะป่ำในภาพ VIS สขาวปานกลาง สวนภาพ IR ดำถึงขาวปานกลางหากเป็นก้อนเลกๆ หรือเป็นก้อนเดี่ยวๆ อาจ
ี
่
็
ตรวจพบได้ยาก
ี่
็
2. CB ก้อนกลมโตหรือคล้ายหัวแครอทขึ้นอยู่กับลมชั้นบน ส่วนยอดของเมฆเปนตะปุ่มตะป่ำยอดสูงเฉลย
็
ี
35,000 ฟุต และ 60,000 ฟุต หากเปน พายุฟ้าคะนองอย่างรุนแรง ปรากฏเป็นสขาวมาก หรืออาจปรากฏเงาขึ้น
ในส่วนบนของยอดเมฆในภาพ VIS ส่วนในภาพ IR มีสีขาวมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ส่วนยอดของเมฆที่ Active
็
็
3. Sc เป็นก้อนหรือเซลล์และอาจเรียงตัวเปนแนวหรือเป็นกลุ่มๆ ขอบของเมฆมักติดกัน บางครั้งอาจเหน
็
พื้นผิวตะปุ่มตะป่ำ ในภาพ VIS บริเวณตรงกลางเป็นสีขาว ส่วนบริเวณขอบเปนสีเทาเพราะค่อนข้างบาง ภาพ IR มี

