Page 18 - อุตุนิยมวิทยาเพื่อการบิน1
P. 18
17
้
็
3.2 แกนการแข็งตัว (Freezing nuclei) เช่นเดียวกับการกลั่นตัวการเปลี่ยนสภาวะจากไอนามาเปน
้
็
็
ผลึกนาแข็งก็จ าเปนจะต้องมีละอองของของแข็ง หรือสิ่งเจือปน (Impuriteis) มาเปนแกนกลาง (nucleus)
เช่นกันละอองของของแข็งเหล่านีเรียกว่า แกนการแข็งตัว ในเมฆจะพบหยดนาที่มีอุณหภมิต าถึง -12 C แต่
้
º
ู
่
้
ู
่
้
้
ู
้
ถ้าท าให้อุณหภมิลดลงจะท าให้เกิดผลึกนาแข็งมากขึน ผลึกนาแข็งในบรรยากาศในบางครั้งมีอุณหภมิต าถึง
º
้
่
้
-40 C ดังนั้นจึงรู้กันว่าผลึกนาแข็งนั้นอาจจะมาจากหยดนาทีเย็นกว่าจุดเยือกแข็ง (Supercooled water
้
้
้
็
droplet) ได้ อุณหภมิของหยดนาทีเย็นกว่าจุดเยือกแข็งจะกลายเปนผลึกนาแข็งนั้น ขึนอยู่กับขนาดของ
ู
่
้
่
้
้
็
หยดนาธรรมชาติของแกนกลางของหยดนาทีก่อตัวขึน แกนกลางทั่วๆ ไปจะท าหนาที่เปนแกนการแข็งตัว ณ
้
º
º
ู
ู
อุณหภมิต่างๆ กัน อุณหภมิระหว่าง 0 ถึง -12 C จะมีแกนกลางบางอันท าหนาทีเปนแกนการแข็งตัวได้บ้าง
่
้
็
็
ู
่
้
ู
่
้
แล้ว ดังนั้นเมฆที่มีอุณหภมิระหว่างนีจึงมีหยดนาทีเย็นกว่าจุดเยือกแข็งมากทีสุด ยิ่งอุณภมิลดต าลงการเปน
่
º
้
ู
่
้
้
แกนการแข็งตัวก็มีมากขึน และจะมีผลึกแข็งเพิ่มขึนด้วยจนถึงอุณหภมิต ากว่า -35 C แกนกลางจะท าหนาที ่
่
เปนแกนการแข็งตัวจนหมดสิน ดังนั้นจึงมีหยดนาทีมีสภาพเปน Supercooled อยู่นอยมากในเมฆทีมีอุณหภมิ
้
้
ู
็
่
็
้
ระดับนี ้
่
็
้
ผลึกนาแข็งเม็ดเล็กๆ ทีเกิดขึนนั้นบางครั้งก็จะแสดงเปนแกนกลางอีกอันหนึ่ง ซึ่งเปนผลท าให้เกิดการ
็
้
เจริญเติบโตของผลึกนาแข็งได้ต่อไป
้
4. ปริมาณความชนในอากาศ (Moisture content)
ื
้
ปริมาณของไอนาในอากาศจะมีขีดจ ากัดตามความสูงต าของอุณหภมิอากาศ ที่มีอุณหภมิสูงกว่าย่อม
ู
่
้
ู
สามารถรับจ านวนไอนาไว้ได้มากกว่าก่อนทีจะถึงจุดอิ่มตัว (Saturation air) และเกิดการกลั่นตัวขึน
้
้
่
ู
่
ดังตัวอย่างในหัวข้อ 5 ซึงจะได้ค่าเฉลี่ยของอุณหภมิจากการทดลองโดยประมาณดังนี ถ้าอุณหภมิเพิ่มขึ้น
ู
้
º
ทุกๆ 11 C ความสามารถในการรับจ านวนไอนาของอากาศจะเพิ่มขึนเปน 2 เท่า อากาศทียังไม่อิ่มตัว
่
้
้
็
(Unsaturation air) สามารถรับจ านวนไอนาได้ต่อไปจนกระทั่งถึงจุดอิ่มตัวถ้าอุณหภมิของอากาศลดลงอย่าง
้
ู
้
้
พอเพียงเมื่อถูกท าให้เย็นลงไอนาในอากาศนั้นๆ จะกลั่นตัวเปนหมอก, เมฆ หรือนาฟาชนิดต่างๆ ได้
้
็
ในกรณีทีอากาศที่อิ่มตัวแล้ว (Saturation air) ถูกท าให้เย็นลงไปอีกจะเรียกว่าอากาศเกินจุดอิ่มตัว
่
(Supersaturated air)
้
การวัดปริมาณความชืนในอากาศมีหลายวิธีด้วยกัน โดยทั่วๆ ไปแล้วมักรายงานผลการวัดในรูปของ
สิ่งต่อไปนี ้
4.1 ความชืนสัมพัทธ์ (Relative humidity) ใช้อักษรย่อว่า R.H. คืออัตราส่วนระหว่างความดันไอนา
้
้
ของอากาศทีแท้จริง (Actual vapor pressure) ขณะนั้นกับความดันไอนาทีอิ่มตัว (Saturated vapor pressure)
้
่
่
็
ู
ณ อุณหภมินั้นมักจะแสดงเปนร้อยละ (%) ซึ่งหาได้จากสูตร
ความชืนสัมพัทธ์ = ความดันของไอนาทีแท้จริง x 100%
้
่
้
ความดันไอนาทีอิ่มตัว
่
้
่
และสามารถหาได้จากอีกสูตรหนึงดังนี ้
้
ความชืนสัมพัทธ์ = ความชืนทีมีจริงในอากาศ x 100%
้
่
ความชืนทีสามารถมีได้สูงสุดในขณะนั้น
้
่

