Page 30 - อุตุนิยมวิทยาเพื่อการบิน1
P. 30
29
่
่
่
พลังงานทีดวงอาทิตย์แผ่ผ่านห้วงอวกาศมานั้นจะมีค่าคงทีเมือยังไม่เข้าสู่บรรยากาศของโลก แต่เมือ
่
ผ่านบรรยากาศเข้ามาแล้วจะสูญเสียพลังงานไปบางส่วน ตัวการต่างๆ ที่ท าให้ Insolation สูญเสียพลังงานมี
ดังนี ้
้
่
6.1 ผลกระทบจากบรรยากาศ บรรยากาศจะท าหนาทีแพร่กระจาย (Scattering) และดูดซึม
(Absorption) รังสีดวงอาทิตย์ทีผ่านเข้ามา โดยโมเลกุลของอากาศจะกระจายรังสีจากดวงอาทิตย์ออกไป
่
ทุกทิศทุกทางในท้องฟาก่อนผ่านลงมาถึงพืนโลก ท้องฟาในเวลากลางวันจึงแลดูเจิดจ้า แก๊สแต่ละชนิดที ่
้
้
้
่
้
็
ประกอบขึนมาเปนบรรยากาศจะเลือกดูดซึมรังสีดวงอาทิตย์แต่ละช่วงความยาวคลื่นเฉพาะตัว ในขณะทีปล่อย
่
่
ให้คลืนขนาดอืนผ่านไป พวกคลืนสั้น (Short wave) ทั้งหลายจะถูกบรรยากาศในระดับบนดูดซึมไว้
่
่
่
่
บรรยากาศไม่สามารถดูดซึมรังสีดวงอาทิตย์ทีมีความยาวคลืนมากกว่า 0.34 ไมครอน (ซึงได้กล่าวแล้วว่า
ดวงอาทิตย์แผ่พลังงานย่านนีมาด้วยความเข้มสูงสุด) จะผ่านบรรยากาศลงมาได้โดยง่าย แล้วถูกพืนดินดูดซึม
้
้
ู
้
้
็
ไว้ ท าให้อุณหภมิของพื้นดินเพิ่มขึน และต่อมาก็เปนผลให้อากาศใกล้ๆ พื้นดินร้อนขึนด้วยการนาความร้อน
และการพาความร้อน
6.2 ผลกระทบจากเมฆจ านวน ชนิด และความหนาของเมฆ มีผลในการขัดขวางรังสีดวงอาทิตย์ที ่
้
ส่องลงมาสู่พืนโลก การสูญเสียพลังงานจะมากหรือนอยก็ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของเมฆนั้นๆ ในเรืองการ
่
้
้
้
่
สะท้อนกลับ (Reflection), การดูดซึม (Absorption) โดยหยดนาและผลึกนาแข็งทีอยู่ในเมฆ และการ
แพร่กระจาย (Scattering) ความสามารถในการสะท้อนแสงกลับ (Albedo) ของเมฆแต่ละชนิดนั้นแตกต่าง
กันมาก เมฆชั้นสูงและเมฆแผ่นมี Albedo ประมาณ 21%, เมฆแผ่นในชั้นกลางประมาณ 48%, เมฆแผ่น
ชั้นต า 69% และเมฆก่อตัวทางตั้งทีสูงใหญมี Albedo ประมาณ 70% ทั้งนีก็ขึนอยู่กับความหนาของเมฆ
่
่
่
้
้
นั้นด้วย Insolation จะถูกเมฆดูดซึมไว้บ้างเพียงเล็กนอย และเมฆยังเปนตัวขัดขวางบางส่วนของ Terrestrial
้
็
่
radiation ซึงเปนคลืนยาวที่โลกแผ่ออกไปสู่อวกาศในเวลากลางคืนอีกด้วย ท าให้ความต่างอุณหภมิในเวลา
็
่
ู
กลางวันและกลางคืนมีไม่มากนักในวันทีมีเมฆมาก
่
*** Albedo คือ ความสามารถในการสะท้อนแสงที่ตกกระทบของสิ่งต่างๆ ปกติแล้วจะแสดงค่า Albedo
่
เปนเปอร์เซ็นต์ ซึงคืออัตราส่วนระหว่างปริมาณคลืนแม่เหล็กไฟฟาทีสะท้อนกลับโดยวัตถุต่อปริมาณคลืน
่
็
่
้
่
แม่เหล็กไฟฟาทีตกกระทบวัตถุนั้น
้
่
้
6.3 ผลกระทบจากพืนดิน-พืนนา ความสามารถในการดูดซึมรังสีดวงอาทิตย์ของผิวโลกขึ้นอยู่กับ
้
้
ธรรมชาติของผิวโลกแต่ละแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าความสามารถในการสะท้อนกลับ (Albedo) และค่า
้
ความจุความร้อน (Heat capacity) ของทีนั้น โดยทั่วไปแล้วพืนดินมีค่า Albedo มากกว่าพืนนา Insolation
้
่
้
้
่
่
่
้
ทีตกบริเวณพืนดินจึงสะท้อนกลับไปมากกว่าทีตกลงสู่พืนนา (ยกเว้นเมือดวงอาทิตย์ท ามุมต าต่อผิวนาที ่
่
้
้
้
ราบเรียบ) ส่วนค่าความจุความร้อนนั้น นามีค่าความจุความร้อนมากกว่าดิน นาจึงดูดซึมรังสีดวงอาทิตย์ไว้
้
้
้
้
มากกว่าพืนดิน ในเวลากลางคืนความร้อนเหล่านีก็จะถูกคายกลับออกมา ด้วยเหตุนีนาในมหาสมุทรจึงท า
้
็
่
่
้
หนาที่เสมือนเปนแหล่งส ารองพลังงานแหล่งใหญของโลก และช่วงห่างระหว่างค่าอุณหภมิสูงสุด-ต าสุด เหนือ
ู
้
้
้
่
พืนนามีค่านอยกว่าทีเหนือพื้นดิน ความต่างอุณหภมิระหว่างพืนดิน-พื้นนา เปนเหตุให้เกิดสภาพอากาศตาม
ู
้
้
็
่
่
ฤดูกาลในสเกลใหญ (Large scale) หรือทีเห็นได้ง่ายๆ คือลมบก-ลมทะเล ในสเกลขนาดท้องถิ่น (Local scale)
่
้
6.4 ผลกระทบจากความสูงและทิศทางทีหันรับรังสีดวงอาทิตย์ องค์ประกอบทั้งสองนีมีความส าคัญต่อ
ปริมาณรังสีดวงอาทิตย์ทีแต่ละต าบลได้รับ ต าบลที่อยู่ในระดับความสูงมากๆ ย่อมมีช่วงเวลาของการรับรังสี
่
่
้
ดวงอาทิตย์ยาวนานกว่าพืนทีทีอยู่ต ากว่า อีกทั้งบรรยากาศในระดับสูงก็บางเบากว่าท าให้อิทธิพลของ
่
่

